20 ปี นางนาก “ทราย เจริญปุระ” เผยข้อเท็จจริงเบื้องหลังหนัง ที่เราทุกคนไม่เคยทราบมาก่อน

“นางนาก” ภาพยนตร์สยองขวัญสุดคลาสสิกของเมืองไทย สร้างมาจากเค้าโครงเรื่องแม่นาคพระโขนงที่สร้างความสะพรึงให้เหล่าคอหนังมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายครั้งแรกเมื่อปี 2542 หากนับมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 20 ปีแล้วที่นางนากอยู่ตรึงตาตรึงใจใครหลายคน

 

 

และเพื่อฉลองครบรอบ 20 ปี ภาพยนตร์นางนาก ทางผู้จัดจึงได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้กลับคืนจอมาให้ทุกคนชมอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 25-31 กรกฎาคมนี้

 

 

แน่นอนว่าหลายคนก็รอนางนากให้กลับคืนจอภาพยนตร์อีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ

ล่าสุด นักแสดงสาวผู้รับบทบาทเป็น นาก อย่างคุณทราย อินทิรา เจริญปุระ ก็ได้ออกมาเล่าถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเบื้องหลังภาพยนตร์นางนากผ่านทางทวิตเตอร์ของตน ซึ่งบอกได้เลยว่าพิเศษสุดๆ!

เรามาชมกันดีกว่าว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

 

 

1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่อง ‘ฟัน’ ของนักแสดงในฉาก

พี่ทรายได้เล่าผ่านทวิตเตอร์ของจนเองว่า ฟันที่เราเห็นในเรื่องว่าเป็นสีดำแท้จริงนั้นเป็นสีแดงเข้มนะ

เนื่องจากทางทีมงานร่วมกันค้นคว้ามาว่าสมัยก่อนมีความเชื่อว่า คนฟันขาว คือฟันหมา หรือเรียกง่ายๆ คือฟันผีนั่นเอง

ดังนั้นคนสมัยก่อนจะเคี้ยวหมากบ่อยๆ นานๆ และต้องขัดฟันให้เรียบเพื่อให้เป็นสีแดงก่ำเช่นนี้แล

 

 

แต่อย่างว่า…จะให้นักแสดงทาสีฟันตัวเองไปตลอดก็คงไม่เนียนและไม่เวิร์คมากเท่าไร จึงต้องมีการพานักแสดงไปหาหมอฟัน เพื่อพิมพ์ฟันมาหล่อออกมาเป็นพลาสติกแบบบางๆ แล้วนำไปครอบฟันอีกที

อย่างไรก็ตาม การครอบฟันด้วยพลาสติกทำให้พวกเขากินอะไรแทบไม่ได้เลย เพราะมันบางและแตกง่ายมาก อีกทั้งถ้าใส่ไปนานๆ ก็จะดูดติดกับเหงือกอีกด้วย

 

 

วิธีถอดพลาสติกนี้ออกมาก็ยากแสนยาก เพราะต้องใช้วิธีบีบให้แตกในปากและคายออกมา โดยแต่ละคนต้องใช้พลาสติกหลายอัน

 

2. หมากที่ต้องเคี้ยวในฉาก เป็นเหตุทำให้หน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม

พี่ทรายทวีตต่อว่า กว่าที่จะได้หมากมาเคี้ยวในฉากต้องลองกินหมากมาแล้วหลายแบบ แต่ผลข้างเคียงของมันคือทำให้เหล่านักแสดงเหงื่อแตกและรู้สึกวิงเวียนศีรษะ

 

 

สุดท้ายจึงมาจบที่หมากจากดอกคำฝอยแห้ง ซึ่งมีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด ดังนั้นทางกองจึงต้องคอยเสิร์ฟน้ำแดงให้นักแสดงตลอดเพื่อกันไม่ให้วูบ

 

3. ศาลาท่าน้ำที่โดนทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์แห่งนางนาก

หากใครได้ชมเรื่องนี้จะพบเจอกับฉากคลาสสิกอย่างฉากที่นางนากมายืนรอคนรักอยู่ที่ท่าน้ำ

โดยศาลาท่าน้ำหลังนั้นถูกเซตขึ้นมา ณ คลองบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่เมื่อถ่ายทำเสร็จแล้วทางกองก็ทิ้งเอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานเลยจ้า

 

 

4. เสาตกน้ำมันในวันที่ต้อง ‘ห้อยหัว’ หลอก

ฉากห้อยหัวสุดหลอนในตำนานถูกถ่ายทำขึ้นที่ หอฉันโบราณ ณ วัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี (ปัจจุบันถูกรื้อไปแล้ว) และพี่ทรายต้องเป็นคนห้อยหัวลงมาเอง ไม่ใช้สแตนด์อินด้วย

 

 

ซึ่งเกิดอุปสรรคในการถ่ายทำจนกลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นก็คือเสาที่ใช้ถ่ายทำเกิดตกน้ำมันเยอะมากจนทำให้การถ่ายทำล่าช้าลง

 

5. การเสียสละของน้องตั่วเฮีย ผู้เป็นมังสวิรัติ

เราจะพบกับน้อนตั่วเฮียที่ได้เข้าฉากมาด้วย ซึ่งตั่วเฮียเหล่านั้นที่ทางกองเตรียมมามันไม่กินเนื้อ!! (น้อนเป็นมังสวิรัติ)

 

 

และเหล่าน้อนๆ ต้องเจอกับฉากที่สวาปามเนื้อเข้าไป จึงเป็นเรื่องยากต่อการถ่ายทำมาก ทางทีมงานต้องบังคับให้น้อนทานเนื้อวัวที่เตรียมมา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้น้อนๆ เสียสละชีพ ตายไปหลายตัว กว่าจะเจอตัวที่ทานได้จริงๆ ก็ยากเหลือเกินนน

 

6. เกิดเหตุฆาตกรรมหนูและยัดโฟมใส่ในท้องค่ะท่านผู้ชมมม

หากใครได้ชมภาพยนตร์ก็จะพบกับฉากที่พี่เมฆกำลังอาบน้ำในคลองและมีน้องมิกกี้เมาส์ลอยผ่านไปให้ชวนขนลุก

ซึ่งกว่าจะได้ฉากนี้มา ทางทีมงานต้องทำการฆ่าหนูจริงๆ เพื่อมาประกอบฉาก แต่ยังไง๊ยังไงหนูที่ตายแล้วมันก็ไม่ลอยน้ำ จมจ๋อมลงไปอยู่ทุกที

 

 

ด้วยเหตุนี้จึงต้องทำการยัดโฟมใส่เข้าไปในท้องหนูที่ตายแล้ว เพื่อให้ศพของน้องๆ ลอยน้ำเข้าฉากได้ (บรึ๋ยยยย!)

 

7. ทีมงานร่วมกันบวชหลังปิดกล้อง

หลังจากที่ทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาสมจริงมากที่สุด พอปิดกอง ทีมงานเซตฉากทุกคนก็จับมือพากันบวช รวมถึงผู้กำกับ อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร ด้วย

 

อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร

 

กว่าจะได้ฉากสุดสยองและสมจริงขนาดนี้ ทางทีมงานต้องเสียสละทำอะไรหลายๆ อย่างมากมายจริงๆ สมแล้วที่เป็นภาพยนตร์กวาดรายได้มากกว่า 150 ล้านบาทในตอนนั้น

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวนานะ

ที่มา: charoenpura

คิดอย่างไรกันบ้างคะ...

SHARE

เรื่องที่น่าสนใจอีกเพียบ...!!